รุมค้านแนวคิดปิดวิทยุชุมชนของ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ระบุการใช้กฎหมายฮิตเลอร์เป็นเครื่องมือต้องชี้ให้ชัดว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไร ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความขัดแย้งวุ่นวายไม่รู้จบ ที่สำคัญเป็นการปิดกั้นทั้งการแสดงความคิดความเห็นและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แนะรัฐบาลไปจัดการกับ ASTV และวิทยุเครือข่ายที่ถ่ายทอดเนื้อหาปลุกระดมตลอด 24 ชั่วโมงให้ได้เสียก่อน ค่อยคิดมาจัดระเบียบวิทยุชุมชนจากกรณีที่รัฐบาล โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสื่อ มีแนวคิดจะปิดวิทยุชุมชนที่มีการนำเสนอเนื้อหาไม่เหมาะสม และอาศัยกฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องมือนั้น ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่ามีบรรทัดฐานอย่างไรในเรื่องความเหมาะสมและการเข้าข่ายตามกฎหมายความมั่นคง เนื่องจากเกรงกันว่าข้ออ้างดังกล่าวจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันในทางการเมืองได้
รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นที่รัฐบาลจ่อปิดวิทยุชุมชนว่า วิทยุชุมชนในปัจจุบันมองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของการจัดตั้งวิทยุชุมชน คือ การมีส่วนร่วม มีบทบาทโดยตรงในเรื่องของการเข้ามาบริหารสื่อ และเป็นผู้บริหารสื่อเอง ส่วนข้อเสียนั้นจะเป็นในเรื่องของการถูกครอบงำจากภาคธุรกิจที่เข้ามาแสวงหากำไร
“เมื่อมองทั้งข้อดีและข้อเสียจะเห็นว่าวิทยุชุมชนมีข้อดีอยู่มาก เพราะถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการบริหารและจัดการได้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องที่จะมีคนเข้ามาหวังหาผลประโยชน์แอบแฝง มองว่าตอนนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่จะต้องดูแลและควบคุมไม่ให้เรื่องดังกล่าว กลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ธุรกิจ ซึ่งตรงนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะว่ายังไม่มีหน่วยงานไหนที่เข้ามาดูแลอย่างชัดเจน”
รศ.ใจ กล่าวต่อไปว่า การที่รัฐพยายามที่จะเข้ามาควบคุมดูแลเกี่ยวกับการจัดการหรือการบริหารวิทยุชุมชน มองว่าทางที่ดีแล้วรัฐไม่มีความจำเป็นที่จะเข้ามาดูแลหรือจัดการอะไรเกี่ยวกับวิทยุชุมชน เพราะหากเป็นอย่างนั้นก็อาจผิดวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ชุมชนได้มีส่วนในการบริหารจัดการกันเอง
“ผมมองว่าการที่รัฐจะเข้ามาควบคุมดูแลวิทยุชุมชนโดยการอ้างเรื่อง พ.ร.บ.ความมั่นคงเข้ามาดูแลกำกับในการบริหารวิทยุชุมชนนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายดังกล่าว เพราะถ้าจะอ้างเรื่องหมิ่นสถาบันก็มีกฎหมายข้ออื่นที่รองรับอยู่แล้ว”
รศ.ใจกล่าวต่อไปอีกว่า กฎหมายเรื่องความมั่นคงไม่ควรที่จะมีอยู่ในปัจจุบันแล้ว เพราะว่าเป็นกฎหมายเผด็จการที่จะใช้ควบคุมสื่อมวลชน ทำให้สื่อมวลชนขาดอิสระในการนำเสนอข่าว อีกทั้งประชาชนก็มีกฎหมายที่ว่าด้วยการควบคุมหรือจำกัดสิทธิส่วนบุคคลอยู่แล้ว
นอกจากนี้ รศ.ใจกล่าวอีกด้วยว่า ความพยายามในการที่จะเข้ามาควบคุมและปิดวิทยุชุมชนของรัฐบาลเป็นความพยายามที่จะลดพื้นที่ และจำกัดสิทธิประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อลดพื้นที่การแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล เหมือนเป็นการพยายามปิดพื้นที่สื่อของประชาชน
ด้าน รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า วิทยุชุมชนเป็นสื่อท้องถิ่นที่ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือเข้ามาบริหารจัดการเองได้ ตนมองว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงหรือพยายามปิดวิทยุชุมชนโดยการใช้กฎหมายเรื่องความมั่นคง “การที่รัฐจะอ้างเรื่องการใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อเข้ามาแทรกแซงเกี่ยวกับวิทยุชุมชน ถ้ารัฐต้องการปิดจริง น่าจะพิจารณาการปิดสื่อที่เสนอความจริงด้านเดียว อย่าง ASTV สถานีนั้นทั้งหมิ่นและกล่าวโจมตีผู้อื่น ไม่มีความเป็นสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวสู่ประชาชน”
รศ.ดร.สุธาชัย กล่าวต่อไปอีกว่า การที่จะพิจารณาปิดวิทยุชุมชนนั้น หากมีการนิยามเรื่องภัยที่จะเกิดขึ้น หรือใครทำผิดเรื่องอะไรให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ การดำเนินการน่าจะมีขั้นตอนที่ถูกต้อง และเรื่องความผิดดังกล่าวส่งเรื่องให้ใครตัดสิน หรือพิจารณา
“การจะพิจารณาว่าวิทยุคลื่นนี้ผิดไม่ผิด เข้าข่ายหมิ่นหรือไม่นั้น หากทางรัฐบาลได้มีการกำหนดนิยามและระบุความผิดพร้อมขั้นตอนการพิจารณาว่าใครเป็นผู้พิจารณาก็น่าจะได้รับการยอมรับมากกว่านี้” รศ.ดร.สุธาชัยกล่าว
ด้านนายสนอง การะเกด ผู้จัดรายการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ 92.75 กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า วิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศกว่า 7,000 แห่ง ก็ไม่ได้มีกฎหมายอะไรที่เข้ามาควบคุม ถ้าจะบอกว่าผิด พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็ต้องชี้แจงมาอย่างละเอียดว่า เข้าข่ายผิดในข้อหาอะไร
“เป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากที่พุ่งเป้ามาที่วิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เพราะก่อนหน้าที่มีการรัฐประหารปี 2549 เราก็ใช้ข้อมูลด้านนี้ในการนำเสนอข่าวมาโดยตลอด ก็ไม่เห็นจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. ที่ผ่านมาคลื่นของเราได้นำเสนอความรู้เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยให้ประชาชนได้รับทราบมาโดยตลอด”
นายสนอง กล่าวต่อไปว่า ตนไม่แน่ใจว่าเรื่องดังกล่าวที่จะมีการพยายามเข้ามาแทรกแซงของรัฐ เป็นเพราะว่าทางคลื่นวิทยุชุมชนคนแท็กซี่เสนอข่าวสารที่มีความขัดแย้งและเป็นกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลหรือเปล่า ถึงได้มีข่าวออกมาว่ารัฐพยายามที่จะปิดวิทยุชุมชน
นายสนองยังกล่าวต่อไปอีกว่า คลื่นวิทยุชุมชนคนแท็กซี่แตกต่างจากคลื่นวิทยุชุมชนคลื่นอื่นตรงที่ไม่มีนายทุน ไม่มีสปอนเซอร์ เงินด้านการเช่าสถานี รวมถึงค่าน้ำ-ค่าไฟ รายได้ทั้งหมดมาจากการบริจาคของแฟนรายการที่รักในประชาธิปไตย ซึ่งก็ไม่ทราบว่าหากวันหนึ่งคลื่นถูกสั่งให้ปิดตัวจริงๆ จะเป็นอย่างไรเพราะว่าไม่ได้มีการพูดคุยหรือเตรียมรับมือกับเรื่องดังกล่าวไว้
“พวกผมส่วนใหญ่ที่เข้ามาจัดรายการก็ไม่ได้มีเงินเดือนประจำ ทุกคนทำด้วยใจรักในประชาธิปไตย เพราะส่วนใหญ่ต่างก็มีงานประจำกันทุกคน หากคลื่น 92.75 ถูกปิดจริงๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าประชาชนเจ้าของคลื่น จะออกมารวมตัวต่อต้านกันที่ทำการหรือเปล่า หรือถ้าจะมีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวจริงๆ ทางคลื่น 92.25 หรือ 97.75 ของกลุ่มพันธมิตร ที่มีการถ่ายทอดเสียงรายการของ ASTV ตลอดทั้ง 24 ชั่วโมงที่สร้างความแตกแยกให้กับประชาชน ตรงนั้นน่าจะเข้าข่าย พ.ร.บ.ความมั่นคงมากกว่าอีก” นายสนองกล่าว
ด้านนายชินวัฒน์ หาบุญพาด ผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ กล่าวถึงรัฐบาลว่ากลัวอะไรจึงจะต้องมาปิดวิทยุชุมชน รัฐบาลนี้มาจากพันธมิตรฯ พวกพันธมิตรฯก็คือพวกรัฐบาล และพันธมิตรฯเองก็มีทั้งสถานีโทรทัศน์เถื่อน สถานีวิทยุเถื่อน ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงเกิดทำให้แตกแยกเป็นสีแดงสีเหลือง
อย่างวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ก็เกิดขึ้นมาทีหลัง ด้วยจากเห็นพันธมิตรฯกับพรรคประชาธิปัตย์สร้างความแตกแยก ถ้ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีคนใดก็ตามออกมากล่าวว่าต้องการปิดวิทยุชุมชน ถ้าปิดก็จะเคลื่อนไหวไปปิดพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน
วันนี้วิทยุชุมชนคนแท็กซี่พูดแต่ความจริง และไม่ต้องการได้รัฐบาลที่มาจากโจรกบฏ ก่อนจะมาปิดวิทยุชุมชนนี้ให้ไปปิด ASTV ให้ได้เสียก่อน และเตือนนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าอย่ากล่าวว่าจะปิดวิทยุบ่อยครั้ง หากจะมาปิดก็ปิดเลย มาปิดด้วยตัวเองได้ยิ่งดี
“อย่าทำเกินกว่าเหตุ ชะตากรรมรัฐบาลจะอยู่ได้ไม่กี่เดือน ไปปิดพวกพันธมิตรฯให้หมดก่อน ถ้าปิดวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เราปิดพรรคประชาธิปัตย์แน่ วิทยุนี้ผิดกฎหมายอะไร กฎหมายยังไม่ออกแล้วผิดอะไร ดึงกฎหมายอย่างนั้นอย่างนี้มาบอกว่าเราผิด เราไม่ผิด ถ้าจะผิดก็ผิดตรงที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้พรรคประชาธิปัตย์ อย่าบอกว่ารัฐบาลนี้ต้องการความมั่นคง รัฐบาลอื่นก็ต้องการความมั่นคงเช่นกัน” นายชินวัฒน์ กล่าว
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีดังกล่าวว่า ตนเข้าใจนายสาทิตย์เพราะเพิ่งได้รับเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกคงจะไฟแรงและอยากแสดงผลงาน แต่อยากให้นึกถึงเมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านนายสาทิตย์มักจะพูดเสมอว่ารัฐบาลสมัยพรรคพลังประชาชนปิดกั้นสื่อ แต่เมื่อมาเป็นรัฐบาลกลับทำเสียเอง ซึ่งวิทยุชุมชนนั้นกำเนิดขึ้นมาในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และก็อยู่มาเกือบ 10 ปีแล้ว การที่นายสาทิตย์ ทำเช่นนี้ก็ถือเป็นการลิดรอนสิทธิ ซึ่งองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องคงไม่ยอมให้นายสาทิตย์ กระทำเรื่องดังกล่าวได้โดยง่ายแน่นอน
นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า สมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็มักจะกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามแทรกแซงสื่อ แต่มาวันนี้นายสาทิตย์ ต้องการปิดวิทยุชุมชน รวมถึงอาจจะปิดเว็บไซต์ ซึ่งตนมองว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง อย่างไรก็ตามมองว่า พรรคประชาธิปัตย์สามารถทำได้แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความแตกแยกและความวุ่นวาย และอย่าคิดว่าประชาชนโง่ เพราะคนไทยไม่ได้โง่ แต่สิ่งที่รัฐบาลคิดว่าถูก ประชาชนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็ได้
ทางด้าน นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การปิดวิทยุชุมชนนั้นตนมองว่าไม่ได้เป็นการแทรกแซงสื่อ เพราะเว็บไซต์และการจัดการของวิทยุชุมชนบางแห่งมีเนื้อหาไม่เหมาะสมและขัดต่อกฎหมาย ส่วนการตั้ง War Room ตนยังไม่ทราบเรื่อง แต่หากเป็นเรื่องจริง ก็ต้องดูเนื้อหาว่าของการนำไปใช้และผลตอบแทนว่าคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไรก็ตามตนมองว่าทุกคนรวมทั้งสื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย หากมีสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายหรือหมิ่นสถาบัน ก็ควรจะต้องแก้ปัญหาและจัดการกับสิ่งนั้น แต่หากเป็นการลิดลอนสิทธิหน้าที่การทำงานก็ควรเสนอความคิดหรือข้อขัดแย้งแต่ต้องอยู่ในขอบเขต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น