
“กรณ์ จาติกวณิช” ว่าที่รมว.คลัง พรรคประชาธิปัตย์ ออกลายโชว์พาวเวอร์ค้านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของแบงก์ชาติ ที่จะให้ลด VAT เหลือ 4% อ้างเป็นไปไม่ได้ ซ้ำยังจ่อเพิ่มภาษีเป็น 10 % ผลักภาระให้ผู้บริโภค “นักวิชาการ” เรียงหน้าด่าขรมไร้วุฒิภาวะ สงสัยจะบ้าไปแล้ว! ระบุทางออกยังมีอีกหลายวิธี ไม่มีประเทศไหนในโลกที่แก้ปัญหาแบบนี้ เชื่อส่งผลอุตสาหกรรมย่ำแย่ การท่องเที่ยวเสียหาย และสุดท้ายย้อนกลับมาเล่นงานรากหญ้าอ่วมแน่ ด้านสภาอุตฯ จี้ใช้งบกลางปีแสนล้านช่วยเหลือผู้ประกอบการายย่อยที่กำลังจะเฉาตาย ชี้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ต้องมืออาชีพ-ทำงานรวดเร็ว
นักวิชาการกังขาวุฒิภาวะรมว.คลังคนใหม่
จากกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช ว่าที่รมว.คลังจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 4% และระบุว่าน่าจะหามาตรการอื่นในการแก้ปัญหาแทน รวมทั้งยังมองว่าในอดีตประเทศไทยเคยปรับลดแวตมาแล้วจาก 10% เพราะฉะนั้นในอนาคตก็จะต้องปรับให้เป็น 10% ตามเดิม
กรณีดังกล่าวได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งในเชิงวิชาการ และมองถึงวุฒิภาวะ และความรอบรู้ของผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะในบากที่บ้านเมืองกำลังประสบกับวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ฉะ!ขึ้นภาษีบ้ากันไปใหญ่แล้ว
รศ.ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยสถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า หากรัฐบาลใหม่ปรับขึ้นภาษีจริงก็ต้องบอกว่า บ้ากันไปแล้ว ไม่ฉลาด และถือเป็นความคิดที่ผิดที่ผิดเวลาอย่างยิ่ง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยในเวลานี้กำลังมีปัญหาอย่างหนักทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ
ทั้งนี้ จากสภาพเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มย่ำแย่ เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐ ดังนั้นรัฐบาลต้องลดภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในครัวเรือน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการมีการซื้อขายสินค้าอย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นแนวทางที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจะใช้ดำเนินการแก้ปัญหาในยามที่ระบบเศรษฐกิจมีปัญหา
“ผมมองว่า หากรัฐบาลใช้แนวทางนี้ก็คงบ้ากันใหญ่ เพราะไม่มีใครคิดทำกันหรอก หากทำขึ้นมาผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องแย่ เพราะไม่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหามีอีกมากมายร้อยแปดพันประการที่จะหยิบมาแก้ปัญหา”
รศ.ดร.ไพโรจน์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเก่งแค่ไหนตนอยากให้กำลังใจ เพราะปัญหาจะหนักหนาแค่ไหน หากนำบทเรียนจากครั้งวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 มาปรับใช้ก็จะทำให้ปัญหาไม่ร้ายแรง ดังนั้นอย่ากังวลจนดำเนินนโยบายฐผิดพลาด
ห่วงยิ่งเป็นการซ้ำเติมประชาชน
ผศ.ดร.พัชราวลัย ชัยปาณี หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวว่า ในเวลานี้ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะจากการคาดการณ์สภาพเศรษฐกิจในปี 2552จะมีคนตกงานเป็นจำนวนมาก ภาคอุตสาหกรรมจะลดกำลังการผลิต เพราะไม่มีออเดอร์จึงต้องปรับลดคนงานออกเป็นจำนวนมากส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ทั้งนี้ หากรัฐบาลดำเนินนโยบายเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะทำให้ยิ่งซ้ำเติมประชาชนมากยิ่งขึ้น เพราะจากที่ลำบากอยู่แล้วก็จะยิ่งลำบากเพิ่มขึ้น ในเมื่อไม่มีเงินซื้อสินค้า ประชาชนก็จะลดการใช้จ่ายไปเรื่อยๆ ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าออกจำหน่ายก็จะขายไม่ได้ หรือขายได้น้อยลงก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหาอย่างน่าวิตก
“ดิฉันคิดว่าไม่ใช่แนวทางที่จะต้องหยิบมาพูดหรือเสนอแนะอะไรในเวลานี้ เพราะทุกๆ คนรู้กันอยู่แล้วว่าตอนนี้เศรษฐกิจบ้านเราเป็นอย่างไร ประชาชนทั่วไปก็ทราบดี ดังนั้นรัฐบาลควรจะประเดิมทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ผู้บริโภค”
ผศ.ดร.พัชราวลัย กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการประชานิยมที่ได้ให้นโยบายไว้ก็ไม่ควรนำเงินไปใช้จ่ายโดยวิธีการแบบนี้ เพราะถือว่าไม่ได้ช่วยรากหญ้าที่แท้จริง เนื่องจากนโยบายนี้ประชาชนในระดับล่างก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน
ซัดแหลกแนวคิดสวนกระแส
ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร นักวิจัยสถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ให้ความเห็นว่า หากว่ามีการปรับเพิ่มขึ้นภาษีจาก 7 เปอร์เซ็นต์ เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ตามที่มีการให้สัมภาษณ์จริงมันเป็นแนวคิดที่สวนกระแส ซึ่งในส่วนตัวตนไม่เห็นด้วยอย่างมาก เนื่องจากว่าทั่วโลกขณะนี้ มีความพยายามใช้แนวคิดที่ลดภาระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหาภาคซึ่งกำลังใช้แนวทางที่เรียกว่า “ผ่อนปรน” โดยการลดหย่อนภาษี ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกกำลังจับตาธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อไร
แต่ในทางกลับกัน หากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยกลับเป็นการปรับขึ้นภาษี จะเท่ากับเป็นผลักภาระไปให้ผู้บริโภคแทน อีกประการที่สำคัญ ตนไม่คิดว่าจะสมควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการขึ้นภาษีในเวลานี้
ซึ่งส่วนความคิดเห็นส่วนตัว ตนคิดว่ารัฐบาลควรจะมุ่งเน้นผลักดันให้มีการใช้จ่ายหมุนเวียนภายในประเทศมากกว่า ส่งเสริมให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ กระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวให้ฟื้นฟูโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจมีความเป็นเสถียรภาพได้เร็วกว่า
เสวนารับฟังความเห็นเอกชน
ขณะที่ในวันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะทำงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค และนายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.สัดส่วน ได้จัดเสวนาโต๊ะกลม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังปัญหาจากกลุ่มตัวแทนคณะกรรมการลูกจ้างและนายจ้าง สหพันธ์ธนาคารและการเงิน และผู้ประกอบการธุรกิจ เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาการเลิกจ้างงาน
นายประเทือง แสงสังข์ ประธานสหพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย ได้เสนอให้รัฐบาลนำเงินกองทุนประกันสังคมกว่า 1 หมื่นล้านบาท มาให้ผู้ประกอบการกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 1 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยเหลือบริษัทไม่ให้เลิกจ้างพนักงาน ทั้งนี้การนำเงินจากกองทุนดังกล่าวมากู้นั้น ไม่สามารถกู้ได้โดยตรง รัฐบาลต้องให้นโยบายกับธนาคารของรัฐปล่อยเงินกู้ ซึ่งอาจจะได้ 2-3 หมื่นล้านบาท
ขณะที่น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องหาเงินมาช่วยเหลือกรณีลูกจ้างถูกเลิกจ้างโดยด่วน โดยเป็นรูปของการตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลลูกจ้างที่เลิกจ้างงาน และหามาตรการดูแลลูกจ้างอายุ 55 ปีขึ้นไป ที่ถูกเลิกจ้าง และยังไม่มีสิทธิรับเงินกองทุนประกันสังคม หามาตรการประกันการว่างงาน หามาตรการลดภาษีสินค้าอุปโภคบริโภคในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รวมทั้งขอให้มีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตแรงงาน ต่อนายอภิสิทธิ์ด้วย
มาร์คขานรับแก้ปัญหาตกงาน
ด้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่รัฐบาลจะทำคือ มาตรการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการเลิกจ้าง เพราะไม่อยากให้ผู้ใช้แรงงานเสียโอกาส ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการต้องมาดูว่าจะมีใคร สามารถถอยได้คนละก้าวหรือไม่ ยอมรับว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะมีความผันผวนมาก โดยภายในเดือน ม.ค.ปีหน้า รัฐบาลจะประกาศเกี่ยวกับมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกภาคส่วนให้ชัดเจน เพื่อรองรับกับปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและนอกประเทศ โดยจะเชิญผู้ประกอบการและลูกจ้างมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
“ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรม เป็นยุคอุตสาหกรรม โดยมีลูกจ้างเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ที่ผ่านมากระบวนการทั้งหมดยังไม่เข้าสู่มาตรฐาน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ความเสมอภาค และสวัสดิการที่ทั่วถึง ดังนั้นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องเดินหน้าสร้างมาตรฐานให้เกิดความเท่าเทียมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดใหญ่ที่รัฐบาลต้องตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ได้ ต้องหากลไกในการแก้ปัญหา โดยอาศัยข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับได้ของ 2 ฝ่าย”
อย่างไรก็ตามอยากให้ลูกจ้างกับนายจ้างมีความยืดหยุ่น เพราะเข้าใจว่าภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ ทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากันไม่อยากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และนายจ้างต้องเสียโอกาสให้การประกอบกิจการ ทุกอย่างต้องได้ข้อมูลที่สอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกัน
ส.อ.ท.ยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาล
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท.เตรียมยื่นข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจต่อนายอภิสิทธิ์ที่จะเดินสายเยี่ยมภาคเอกชนในวันที่ 18 ธ.ค. ประกอบด้วย การให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณกลางปีให้มากกว่า 1 แสนล้าน เพื่อนำมาใช้ในเดือนมีนาคม และเมษายน 2552 โดยเฉพาะการช่วยเหลือ SMEs ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 1 รักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ และเอื้อประโยชน์กับการส่งออก คืนภาษีอากรโดยลดหย่อนการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากร้อยละ 3 เหลือ 1 ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือ 25 ขอขยายระยะเวลาในการนำผลขาดทุนสะสมมาหักภาษีได้จาก 5 ปีเป็น 8 ปี ยกเว้นการจัดเก็บภาษีจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และจัดตั้งกองทุนการว่างงาน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตแรงงาน
ทั้งนี้ แม้ยอดคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยรวมจะลดลง แต่สินค้าประเภทเสื้อผ้า และรองเท้า กลับมีกำลังซื้อสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 71.8 ซึ่งปรับลดลงจาก 75.5 ในเดือนตุลาคม เนื่องจากปัญหาการปิดสนามบิน ทำให้คำสั่งซื้อจากในและต่างประเทศลดลง เกือบใกล้ระดับต่ำที่สุดที่ระดับ 71.4 เมื่อเดือนพฤษภาคมปีหน้า
ธอส.ชี้ทีมศก.ต้องทำงานเร็ว
นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่ ควรเร่งฟอร์มทีมเศรษฐกิจ ที่มีความเข้มแข็งเหมือนในอดีต เข้ามาดูแลปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวในขณะนี้ และแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในปีหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวลงมา 3 ปี และมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน ตนอยากเห็นทีมเศรษฐกิจแข็งแกร่งเหมือนสมัยที่นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ส่วน ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล และนายกรณ์ จาติกวณิช ก็มีความเหมาะสม
ทั้งนี้ คุณสมบัติสำคัญของทีมเศรษฐกิจคือ ต้องทำงานอย่างรวดเร็ว กล้าตัดสินใจ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนให้กลับมาลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ผ่านมาผู้ซื้อบ้านลังเลใจในการซื้อบ้าน ซึ่งหากผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบ้านก็จะมีผลต่อเนื่องในหลายภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินอีกหลายรอบ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
อย่าลืมดูแลอีสานตอนบน
นายประยูร อังสนันท์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจในประเทศยังฝากความหวังไว้กับนายกฯคนใหม่ไม่ได้ เพราะต้องรอดูว่าจะมีการแต่งตั้ง ครม.ในรูปแบบไหน โดยเฉพาะ ครม.เศรษฐกิจว่าจะมีใครมาทำหน้าที่รับผิดชอบ จะมีประสบการณ์ ความรู้มากน้อยขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม ใครจะเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ก็ขอให้มาดูปัญหาการท่องเที่ยว ปัญหาการส่งออก ปัญหาพืชผลการเกษตร ถ้าแก้ไขปัญหาดังกล่าวตรงนี้ได้ จะทำให้เศรษฐกิจอีสานตอนบนดีขึ้นอย่างแน่นอน
ด้าน นายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรม จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เศรษฐกิจของ จ.ขอนแก่น มีภาคธุรกิจ คือ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และ บริการ มากถึงร้อยละ 70% ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ และการเมืองในประเทศของเรา ตนทราบว่ามีผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่ปิดกิจการไปแล้วกว่า 100 ราย และยังมีอีกหลายรายกำลังทยอยปิดกิจการ
ดังนั้น เมื่อประเทศไทยได้ นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีความหวังของนักลงทุน ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ในภาคอีสานตอนบนส่วนหนึ่งได้เริ่มมีความหวังมากขึ้น นายกรัฐมนตรีคนใหม่คงจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้มากพอสมควร เพราะนายอภิ สิทธิ์จะมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเสียเอง เมื่อเป็นเช่นนี้คงสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาสู่นักลงทุนในภาคอีสานตอนบน รวมทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุน การท่องเที่ยว และผู้บริโภคได้ย่างแน่นอน
“ผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะได้รับความเชื่อถือจากประชาชนทั่วไป แต่พรรคร่วมรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็จะต้องร่วมมือกันทำงานใน ครม.ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการพัฒนาประเทศอย่างรัฐบาลที่ผ่านมา”
ขอให้นายกฯ แก้ปัญหาจริงจัง
ขณะที่ นายชัยโรจน์ รุ่งจิรวัฒน์ ประธานชมรมตลาดอินโดจีนมุกดาหาร กล่าวว่า บรรยากาศในตลาดอินโดจีนมุกดาหาร มีการพูดคุยแสดงความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้าประชาชน ส่วนใหญ่ระบุว่าใครก็ได้ที่จะมาเป็นนายกฯ ไม่สำคัญ แต่เมื่อได้รับเลือกแล้วจะต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง และขอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศชาคติ ด้วยการแก้ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง และปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ซบเซา และการเมืองที่มีความขัดแย้งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศคืนสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด
นายสุทิน พรมงคลชัย ประธานหอการค้า จ.มหาสารคาม กล่าวว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคการเมือง 3 พรรค คือ พลังประชาชน ชาติไทย และ มัชฌิมาธิปไตย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยุติบทบาทของตนเองลง และหวังว่าได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแล้วอาจทำให้สภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศคงจะค่อย กลับคืนมา แต่ในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจน เพราะสภาพความเสียหายต่างๆ คงต้องใช้เวลาเยียวยา
ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าลงทุน เพราะยังไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ทางการเมือง ตอนนี้ตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแล้วและคงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ประเทศไทยน่าจะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงเพิ่มขึ้น ในปี 2552 คาดว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้
ให้โอกาสรัฐบาลแก้ปัญหา
นายสมศักดิ์ ขจรเฉลิมศักดิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเลย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวมขณะนี้นั้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปไม่ไหว เพราะได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ ขณะเดียวกันสินค้าการเกษตรของเราเวลานี้มีปัญหาราคาตกต่ำมาก ทำให้กำลังซื้อของประชาชนมีน้อย จึงส่งผลต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค ปัจจุบัน จ.เลย ได้รับผลกระทบจากการจ้างงาน ปัญหาการว่างงานของประชาชนมีมากกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด แม้ว่าทางรัฐบาลจะมีมาตรการแทรกแซงราคาแล้วก็ตาม
เมื่อได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อยากจะฝากถึงพรรคการเมืองต่างๆ ที่ร่วมรัฐบาลว่า อยากได้รัฐมนตรีใจซื่อ มือสะอาด ไม่โกงชาติ มาบริหารประเทศชาติ สร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้มั่นคงและยาวนาน เพราะไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบกับนักธุรกิจ เพราะนักธุรกิจให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเมืองมาก่อน แล้วจึงจะมาลงทุน
“สำหรับการแก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจของชาติ ส่วนหนึ่งต้องพึ่งมติของ ครม.และการบริหารงานของ ครม.ชุดใหม่ ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ผมมองดูแล้วค่อนข้างจะเหนื่อย แต่ถ้า ครม.มีความรู้ความสามารถ ใจซื่อ มือสะอาดจริงๆ เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้น่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นอย่างแน่นอน” นายสมศักดิ์ กล่าว
คาดรัฐบาลปชป.ดีกว่าเดิม
นายสมทัด บุญทะพาน ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม กล่าวว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนยังคงไม่เชื่อว่าการเมืองจะนิ่ง คงจะมีฝ่ายเสื้อแดงออกมาต่อต้านแน่นอน จะส่งผลให้การทำงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้ทำงานไม่สะดวก ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศยังคงไม่ดีขึ้น จึงทำให้คาดว่า รัฐบาลใหม่คงจะอยู่ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น คงจะมีการประกาศยุบสภาฯให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.กันใหม่ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนยอมรับอย่างแท้จริง
ด้าน นายสุรพล นิรมานการย์ เจ้าของผู้จัดการปั้มน้ำมันฮั้วแซ จ.นครพนม กล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาลใหม่โดยมี นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น ตนคิดว่าด้านธุรกิจจะดีกว่ารัฐบาลชุดพรรคพลังประชาชนที่เห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม นโยบายด้านเศรษฐกิจของ ปชป.มีมือทำงานด้านเศรษฐกิจหลายคนก็น่าจะดีขึ้นกว่าเดิม การพัฒนาบ้านเมือง การท่องเที่ยวจะดีขึ้นแน่นอน แต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งคงจะเห็นผลงานที่เกิดขึ้น เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นกว่าเดิม ตนหวังไว้เช่นนั้น
ขณะที่ นางอรัญญา สุจนิล ประธานหอการค้าจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า เป็นที่ทราบแล้วว่าเศรษฐกิจกำลังถดถอย รัฐบาลบาลต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มากๆ เพราะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน ที่สำคัญคือการหามือเศรษฐกิจที่เก่งๆ และเป็นผู้เสียสละจริงๆ จากคนนอกเข้ามาทำงาน ไม่ควรเอาระบบโควต้ามากเกินไป ต้องแก้ปัญหาคนตกงาน และนักศึกษาใหม่ที่กำลังจะจบออกมาแล้วไม่มีงานทำ รัฐบาลต้องสร้างงานไว้รองรับ ต้องเอาเงินนอกมาใช้ให้เป็นประโยชน์
“ขณะนี้การเมืองกำลังร้อนแรง ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพราะปัญหาของชาติต้องช่วยกันแก้ไข ทุกคนต้องตระหรักในเรื่องนี้ และวันนี้มันผ่านพ้นเรื่องการยุบสภาไปแล้ว จึงอยากให้โอกาสพรรค ปชป.เข้าไปบริหารสักระยะหนึ่ง ได้หรือไม่ได้แล้วค่อยมาคุยกัน ไม่ใช่ว่าพอเห็นอีกฝ่ายได้รับคะแนนเสียงให้เป็นรัฐบาลแล้วก็ไล่กันเลยมันไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเมื่อดูสถานการณ์การเมืองแล้วคิดว่าคงจะอยู่ไม่ยาว
นายสวาท ธีระรัตนุกูลชัย ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า อยากให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ รีบจัดตั้งรัฐบาลขึ้นโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและต่างประเทศ เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงและเศรษฐกิจที่เสียหายกลับคืนมา เพราะที่ผ่านมาประเทศชาติของเราบอบช้ำมามากแล้ว ถ้าสามารถเร่งแก้ปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ แล้วทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออย่าให้เกิดความแตกแยก แบ่งภาค แบ่งพวก จึงขอให้รัฐบาลใหม่ตะหนักในเรื่องนี้ และเร่งแก้ไขให้เกิดความสมานฉันฉ์โดยเร็ว.
Prachatouch 18 Dec 51
